ตอนนี้สื่อต่างประเทศชื่อดังหลายสำนัก กำลังโหมข่าวการเดินหน้า โครงการ "แลนด์บริดจ์"ของประเทศไทย หลังรัฐบาลของนายอนุทิน...
ตอนนี้สื่อต่างประเทศชื่อดังหลายสำนัก กำลังโหมข่าวการเดินหน้าโครงการ "แลนด์บริดจ์"ของประเทศไทย หลังรัฐบาลของนายอนุทิน ยกเรื่องดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในโครงการฯสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลหันมาเร่งผลักดันโครงการนี้ หนีไม่พ้นความอึดอัดและผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พึ่งกระฉูด อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางของ อิสราเอลและสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทำให้เรือบรรทุกสินค้า และเรือบรรทุกน้ำมันต้องจอดค้างเติ่งไม่สามารถขนส่งสินค้าและน้ำมันได้
นอกจากนี้โครงการ "แลนด์บริดจ์" (ระนอง-ชุมพร) ไม่ใช่แค่โปรเจกต์คมนาคม แต่มันคือการท้าทายโครงสร้างการขนส่งทางน้ำของโลกที่มีมานานนับศตวรรษ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000,000 ล้านบาท (1 ล้านล้าน) และระยะเวลาก่อสร้างกว่า 10 ปี (คาดการณ์เสร็จสมบูรณ์ปี 2575)
นี่คือการขีดเส้นยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะทำให้ไทยไม่ได้เป็นแค่ "ทางผ่าน" อีกต่อไป
🇹🇭 ไทยได้อะไรมากกว่าที่คิด? (The Deep Gains)
Logistics Transformation: ไทยจะก้าวขึ้นเป็น "ประตูสองบาน" ที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ซึ่งปัจจุบันมีความหนาแน่นสูงและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ
New S-Curve: การเกิดนิคมอุตสาหกรรมหลังท่า (Port City) จะดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาตั้งฐานการผลิต เพราะสามารถส่งออกได้ทั้งสองฝั่งโลกอย่างรวดเร็ว
Energy Security: การเป็นจุดพักและขนถ่ายพลังงาน (Oil & Gas Hub) จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและภูมิภาค ลดอำนาจการต่อรองของกลุ่มทุนขนส่งเดิม
🌍 ยุทธศาสตร์โลก: ใครได้-ใครเสีย?
กลุ่มผู้ชนะ (The Winners):
ญี่ปุ่น 🇯🇵 & เกาหลีใต้ 🇰🇷: ได้ทางลัดขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เสถียรกว่าเดิม ลดเวลาเดินทางได้ 2-3 วัน
ไต้หวัน 🇹🇼: เพิ่มความเชื่อมั่นใน Supply Chain เซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องแข่งกับเวลา
จีน 🇨🇳: ลดความเสี่ยงจาก "Malacca Dilemma" หรือการถูกปิดล้อมทางทะเลโดยมหาอำนาจอื่น
ฟิลิปปินส์ 🇵🇭 & อินโดนีเซีย 🇮🇩: ได้อานิสงส์จากการเชื่อมต่อเส้นทางเดินเรือใหม่ที่จะกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดอาเซียนตอนล่างได้คล่องตัวขึ้น
กลุ่มผู้สูญเสีย (The Losers):
สิงคโปร์ 🇸🇬 & มาเลเซีย 🇲🇾: สูญเสียอำนาจการผูกขาดในฐานะศูนย์กลางการถ่ายลำสินค้า (Transshipment Hub) ของภูมิภาค ซึ่งเป็นรายได้หลักของพวกเขามานาน
⚠️ ปมปริศนาที่ต้องขบคิด: จะโดนเตะตัดขาอีกไหม?
ประวัติศาสตร์โครงการเชื่อมทะเลไทย (เช่น คอคอดกระ) มักจบลงที่ความล้มเหลวเสมอ
คำถามคือรอบนี้เราจะเจอ "หมากใต้ดิน" ในรูปแบบไหน?
สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ "ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้"
ที่อาจถูกจุดชนวนขึ้นมาแบบประจวบเหมาะเพื่อทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เป็นการใช้ประเด็นความมั่นคงมา "สกัดดาวรุ่ง" ไม่ให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในเวทีโลก
หรืออาจเป็นเหตุการณ์ในรูปแบบอื่นๆเพื่อดึงให้โครงการนี้ล่าช้า หรือเป็นอันต้องยุติลงไปเหมือนโครงการคอคอดกะ ในอดีตที่ถูกโกงกินจนไม่สามารถดำเนินการได้
เป็นเครื่องธรรมดาทั่วไป เมื่อมีกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ กลุ่มที่มองว่าไม่ได้กับตัวเอง หรือเสียงประโยชน์ ย่อมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ของแบบนี้ไม่จำเป็นต้องออกมาร้องโอดครวญ หรือ โวยวาย แค่เคลื่อนไหวเงียบๆก็พอ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอหวังว่า อย่าให้ลุกลามไปถึงการสูญเสียเลย ได้โปรด!
Keyword สำหรับ SEO: แลนด์บริดจ์ไทย 1 ล้านล้าน, ยุทธศาสตร์ระนองชุมพร, ทางลัดช่องแคบมะละกา, การขนส่งทางน้ำเอเชีย, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน, ความมั่นคงชายแดนใต้, โลจิสติกส์โลก
#Hashtag: #MovingMag #แลนด์บริดจ์ #Landbridge #ยุทธศาสตร์ไทย #LogisticsHub #ญี่ปุ่น #เกาหลีใต้ #ไต้หวัน #เกมอำนาจโลก #เศรษฐกิจไทย #ความมั่นคงภาคใต้ #โลจิสติกส์
COMMENTS